X-men First Class : ฤาจะเป็น Y-men?

posted on 25 Jun 2011 17:22 by adversary in Review
 
 
จขบ. กลับมาแล้วจร้าาาา!!!
 
คือหายตัวไปนานมาก มันก็มีอะไรจะอัพเยอะแยะอ่ะนะ แต่เปิดเทอมแล้วเวลามันก็น้อยลง กลับบ้านมาก็เหนื่อย นอนตายตลอดเวลา จนไม่รู้ว่าจะหาเรียวแรงจากไหนมาอัพบลอค แงๆ
 
เอาเป็นว่าวันนี้เราจะฮึดสู้ขึ้นมาเขียนบลอคแล้ว!! แล้วเรื่องที่จะพูดถึงก็คือ X-men : First Class!!
 
 
คืออิโมเม้นนี้มันไม่อัพเรื่องนี้ไม่ได้แล้ว บอกไว้ก่อนเพื่อแสดงตัวเป็นสาวกผู้อุทิศตน จขบ.ไปดูมา สามรอบ ล่ะ  กร๊ากกกกก คือแลดูบ้ามากๆ แต่ไม่เป็นไรค่ะ เราขอประกาศตนเป็น Crazy Fangirl 5555555
 
 
 
 
จั่วหัวเอนทรี่ไปแบบนั้น เท่ากับว่าเราได้ประกาศศักดาไปแล้ว ว่าเราเห็นอะไรยังไง เพราะฉะนั้น ประเด็นเรื่องของความเกย์ ความวายเราจะขอพับเก็บไว้นีตๆ เพราะคนก็รู้กันทั้งโลกแล้วป้ะ ว่าอีริกกับชาร์ลส์มันไปเกินกว่าคำว่า Bromance แล้วล่ะ เออ เอ็งรักกันจริง เชื่อแล้วค่าาา รักกันแบบ อืม อิชั้นก็อยากมีคนรักที่ทุ่มเทแบบนี้บ้าง แอร๊ยย 555   ออกจะดูเป็นครอบครัว x-men สุขสันต์ มีป่ะป๊า หม่าม้าเลี้ยงลูกๆกันน่ารักก ( อีกอย่างประเด็นวายคนแย่งพูดหมดแล้วว จนเราไม่รู้จะพูดอะไรดี 555)
 
งั้นเราลองมาดูว่าในหนังเค้ามีอะไรอย่างอื่นจะบอกเรากันเถอะะ!!
 
 
ต่อไปนี้จะเป็นการรีวิวแบบแฟนเกิร์ล(ที่พยายามจะมีสาระ คิดเองผสมคุยกับผู้รู้บ้าง) นะก๊ะ
 
 
 
 
 
 
ทำไมถึงชอบ
 
เออะ ขอบอกว่านอกจากประเด็น homosexuality อันดุเด็ดเผ็ดร้อน(?)ในเรื่องแล้ว จขบ.ชอบเนื้อเรื่องม๊ากมากกกก คือมันไม่ใช่เป็นหนังบู๊ล้างผลาญ ว่ะห๊าฮ่าาา ตูจะครองโลกอะไรแบบนี้  แบ๊คกราวน์ของสองตัวละครถูกวางมาอย่างดี ทำให้เราเห็นที่มาที่ไปว่า ทำไมพวกเขาถึงคิดต่างกันได้แบบนั้น ตัวหนังยังแสดงให้เห็นว่าสองคนนี้มันมาสนิทกันได้อย่างไร ไม่ใช่แบบ สปาร์คกันตู้ม เพื่อนกูรักมึงว่ะ!  แต่มันก็เป็นความสัมพันธ์แบบค่อยเป็นค่อยไป มันอารมณ์แบบว่า เรามีกันและกัน? อีริคน่าจะไม่เคยเจอ mutant มาก่อน(ไม่นับเจออิพวกชอว์บนเรือ แล้วโดนจับโยนลงน้ำตู้มอย่างว่อง)  และการที่เจอชาร์ลส์ ซึ่งหยิบยื่นความรู้สึกร่วมกัน ว่าเราเป็น "พวกเดียวกัน" ให้อีรีค ที่ถูกกระทำอย่างหนูทดลอง ขาดความไว้เนื้อเชื่อใจใคร อยู่แบบ lone wolf  มาตลอด ได้เข้าใจความหมายของการมีพวกพ้องและการอยู่ร่วมกับผู้อื่นอีกครั้ง
 
 
นอกจากนี้ หนังยังเอากรณีพิพาทระหว่างอเมริกากับรัสเซียเป็นตัวผูกเรื่อง ทำให้หนังมันดูมีอะไรมากขึ้นไปอีกด้วย ด้วยการตอกย้ำความขัดแย้ง(ประชาธิปไตย vs คอมมิวนิสต์, human vs mutant)  คือเอาเป็นว่ามันเป็นหนังแอคชั่นที่มีที่มาที่ไป และมีเนื้อเรื่องที่ดี ไม่เหมือนภาค Last Stand ซึ่งจขบ.จะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นว่ามีภาคนี้อยู่บนโลก เป็นแอคชั่นตู้มต้ามล้างผลาญไร้สติ แถมยัด mutant มาวิ่งผ่านจอเต็มเรื่องอย่างไร้เหตุผล แต่กลับทำรายได้สูงสุดในบรรดาหนัง x-men (ฮ่วย!!)
 
 
Charles Xavier
 
เอาคุณแม่ขึ้นก่อนก็แล้วกัน 5555 คุณชาร์ลส์เติบโตมาในคฤหาสน์หรูหลังโตในรัฐนิวยอร์ค ดูเหมือนจะมีทุกอย่างที่เด็กชายชาร์ลส์ต้องการ แม้กระทั่งการมี"พวกพ้อง" อย่างมิสตีค อยู่เป็นเพื่อนมาตั้งแต่เด็กๆ จนกระทั่งโตเป็นหนุ่มก็เรียน Oxford U สวยๆ จบมาก็เป็นศาสตราจารย์เริ่ดๆ อะไรชีวิตมันสะดวกสบายได้ปานนี้เมื่อเทียบกับ Erik  แต่อย่างไรก็ตาม สองคนนี้เหมือนหยินกับหยาง อะไรที่คนนึงมี อีกคนนึงจะไม่มี ในที่นี้ก็คือ
"ความรักจากแม่"
 
เราเห็นความสัมพันธ์โดยคร่าวระหว่างชาร์ลส์กับแม่ได้อย่างรวดเร็วในซีนที่มิสตีคบุกเข้าบ้าน หม่าม้าแต่งตัวดูเป็นคุณนายเริ่ดๆ ที่เย็นชาและห่างเหินกับลูกชาย ขนาดที่ว่า ชาร์ลส์รู้ได้ทันทีว่า แม่เป็นตัวปลอมเพราะเสนอจะทำช๊อคโกแลตร้อนให้เลยทีเดียว  ซึ่งอาการขาดความรัก นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ชาร์ลส์หน้าหม้อ เป็นพ่อพวงมาลัย หลีหญิงไปทั่วหรือเปล่า?
 
 
 
Erik Lensherr
 
พ่อหนุ่มเชื้อสายยิวกับชีวิตสุดอนาถ อะไรมันรันทดได้ปานนี้ เด็กชายอีริคโตขึ้นมาช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่สอง ถูกแยกจากพ่อแม่ แถมถูกป๋าชมิตต์ หรือเซบาสเตียน ชอว์ กดขี่ข่มเหง แถมยังฆ่าแม่ แล้วจับมาเป็นหนูทดลอง  ไม่แปลกเลยว่าอีริคคุงโตมา จะมองโลกในแง่ร้าย จะเกลียดมนุษย์เข้าไส้อะไรขนาดนั้น แต่กระนั้น ก่อนที่ชีวิตจะเฮงซวย อีริคก็ยังมีแม่ที่รักและให้ความอบอุ่นกับเขา จะเห็นได้ว่าเด็กชายอีริคเป็นลูกแหง่ติดแม่มา